วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ทั้ง 12 กลุ่ม

 

การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ทั้ง 11 กลุ่ม


1. ร่างกาย - สุขภาพอนามัย (การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)

 ความรู้ที่ได้รับ : พัฒนาการ คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะและพฤติกรรมที่มีทิศทางและรูปแบบที่แน่นอน จากช่วงระยะเวลาหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่งผ่านกระบวนการเรียนรู้ จนสู่วุฒิภาวะซึ่งก็คือการบรรลุถึงขั้นการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่

ภาวะสุขภาพ องค์การอนามัยโลก ได้นิยามไว้ว่า สุขภาพ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคมและปัญญา ไม่ใช่แค่ปราศจากโรคหรือความพิการเท่านั้น 

ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัย การส่งเสริมสุขภาพ

 อาหาร  : เด็กจะต้องได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเพียงทั้งชนิดและปริมาณความต้องการของสารอาหารของเด็กแต่ละคนในช่วง3-6ปีนี้จะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคน ระดับกิจกรรมที่ทำ และขนาดร่างกายของเด็ก เด็กวันนี้ควรที่จะกินอาหารหลัก 3 มื้อ โดยกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีอาหารที่หลากหลาย

  ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายในวัย 3 - 5 ปี จะเป็นรากฐานสำคัญต่อชีวิตเด็กไปตลอด จะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาระบบประสาท กระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่ อีกทั้งกระตุ้นการทำงานของสมอง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการความสามารถรอบด้านทั้งร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญา

  การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน : ให้เด็กเลิกดูดนมจากขวด และควรให้เด็กกินของหวานในปริมาณที่น้อย เพื่อช่วยลดการเกิดฟันผุ รวมกับพาเด็กพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อประเมินสุขภาพช่องปาก

  วัคซีน  : วัคซีนสำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ฉีดตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งผู้ปกครองสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้มีวัคซีนที่เด็กอนุบาลควรได้รับ

 การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย : อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กอนุบาลพบได้บ่อย คือ การจมน้ำ การพลัดตกจากเครื่องเล่น อุบัติเหตุจราจร จึงมีแนวทางป้องกันดังนี้

1. จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัย ทั้งในบ้าน นอกบ้านและระหว่างเดิน

2. เฝ้าดูแล ปกป้องคุ้มครอง

3. สอนให้เด็กคิดเป็น

 การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก : การรวบรวมข้อมูลด้านการเจริญเติบโตของเด็กทำได้ทั้งจากการซักประวัติ และการประเมิน การเจริญเติบโตของเด็ก






2. ร่างกาย - ทักษะกลไก การเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อใหญ่

 ความรู้ที่ได้รับ : พัฒนาการทางด้านร่างกาย คือ การเจริญเติบโตทางด้านต่างๆของร่างกายและการพัฒนาทักษะทางกายภาพให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหวรักษาสมดุลของร่างกายและการควบคุมการทรงตัวได้ดี

ประสานสัมพันธ์ของร่างกายให้ทำกิจกรรมได้คล่องแคล่ว

พัฒนาการด้านร่างกาย แบ่งออกได้ 2 ด้าน คือ

1. พัฒนาการทางด้านปริมาณ ได้แก่ การเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย เช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น

2. พัฒนาการทางด้านคุณภาพ ได้แก่ ความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ เช่น การนั่ง การยืน การเดิน การวิ่ง และการกระโดด

การประเมินการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย :

1. น้ำหนัก

2. ความยาวหรือความสูง

3. การเพิ่มของไขมันใต้ผิวหนัง

4. การเพิ่มของเส้นรอบศีรษะ

5. การขึ้นของฟัน

6. การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ

ลักษณะการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่ต้องใช้ลำตัว แขน ขา มี 3ประเภท

1. การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ : ก้มตัว การยืด การเหยียดตัว

2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ : การเคลื่อนไหวที่มีระยะทางเกิดขึ้นโดยเน้นที่เท้า มีพื้นฐาน เดิน วิ่ง กระโดด

3. การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ (ทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่) ประกอบอุปกรณ์ เช่น ลูกบอลห่วงยาง บาร์เชือก

 การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม มี 2 แบบ

1. การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระเบียบ เป็นการสังเกตที่มีจุดหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้

2. การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีที่ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูและสังเกตการเล่นของเด็ก จดบันทึกโดยไม่มีการกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตล่วงหน้าและไม่สามารถคาดล่วงหน้าได้ว่าเด็กจะแสดงพฤติกรรมอย่างไร




กลุ่มที่ 3 การประเมินพัฒนาการทางด้าน ร่างกาย – ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย การนำเสนอเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

พัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
เด็กวัย 3 - 4 ขวบ กล้ามเนื้อแข็งแรง ใช่มือหยิบจับอาหารตลอดจนใช้ช่อนตักอาหารเข้าปาก ช่วยตัวเองในการแต่งกาย วัยนี้สามารถช่วยตัวเองในการแต่งตัว ล้างมือ แปรงฟัน ได้มากขึ้น
อายุ 5 - 6 ปี เด็กวัยนี้สามารถใช้กรรไกรตัดกระดาษตามรูปได้ดี ปั้นดินน้ำมัน เย็บผ้า ด้วยเข็มเล่มโต วาดเขียนด้วยดินสอ และสีน้ำได้
        คุณลักษณะตามวัย อายุ แรกเกิด - 3 ปี
เด็กแรกเกิดถึง 2 เดือน
-จ้องมองได้มองเห็นในระยะห่าง 8 - 12 นิ้ว
-จับถือของได้นาน 2-3 นาที

เด็กอายุ 2-4 เดือน
-มองตามวัตถุที่เคลื่อนไหว
-กำหรือจับสิ่งของที่ใส่ให้ในมือ
-เริ่มคว้าจับสิ่งของ

เด็กอายุ 4-6 เดือน
-เอื้อมดว้าของใกล้ๆตัวได้
-เปลี่ยนมือถือของได้ทีละมือ
-มองตามสิ่งที่ผ่านไปเร็วๆได้
เด็กอายุ 6 ถึง 9 เดือน
-มองตามของตก
-จับของมากระทบกันด้วยมือสองข้าง
เริ่มใช้นิ้วหัวแม่มือและนั้วขี้และนั้วกลาง หยิบของชั้นเล็กๆได้

เด็กอายุ 9 ถึง 1 ปี - หยิบของใส่และเอาออกจากภาชนะได้ -ถือ กัด และเดียวอาหาร ได้ด้วยตนเอง - ใช้มือทั้งสองข้างทำงานคนละอย่างได้ -ตบมือโบกมือได้
เด็กอายุ 1 ปีถึง 1 ปี 6 เดือน -วางกอนไม่ซ่อนกันได 2 กอน -เล่นกลิ้งลูกบอลเบาๆได้ - ถอดเสื้อผ้าง่ายๆได้เองเช่นกางเกงเอวรูด ถุงเท้า -ถือซ้อนและแก้วน้ำได้
เด็กอายุ 1 ปี 6 เดือนถึง 2 ปี -วางก้อนไม่ซ่อนกันได้ 4-6 กอน -เปิดผลิกหน้าหนังสือได้ที่ละแผ่น -ใช้ข้อมือได้มากขึ้นเชนหมุนมือหมุนสิ่งของ ฯลฯ

เด็กอายุ 2-3 ปี -จับสีเทียนแท่งใหญ่เพื่อขัดเขียนได้ เขียนแบบลากเส้นเป็นวงต่อเนื่องหรือเส้นตรงแนวดิ่ง

        หลักการประเมินกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่างๆ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กหรือการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กการ ประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน เช่น การสังเกต เเฟ้มสะสมผลงาน การสัมภาษณ์
เเบบทดสอบ



กลุ่มที่ 4 การประเมินพัฒนาการทางด้านอารมณ์-จิตใจ : ลักษณะของอารมณ์ พื้นอารมณ์ 

คุณธรรม จริยธรรม (ต่อตนเองและผู้อื่น) ของเด็กปฐมวัย

 

ความสำคัญพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย 

วัยอนุบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งเพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กเรียนรู้เรื่องต่างๆมากที่สุดในชีวิตเด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นไรในอนาคตขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในช่วงนี้เป็นช่วงที่หล่อหลอมลักษณะพิเศษของแต่ละคน หรือที่เราเรียกว่า “บุคลิกภาพ” ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ยากเมื่อเติบโตขึ้น

ความหมายของพัฒนาการทางด้านอารมณ์-จิตใจ

ลักษณะพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเด็กปฐมวัยการแสดงออกทางอารมณ์ของเด็ก

ปฐมวัยนั้นรุนแรงกว่าวัยทารก ระดับความรุนแรงทางอารมณ์ของเด็กแต่ละคนมีไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆอย่าง เช่น สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู อารมณ์โดยทั่วไปของเด็กปฐมวัย ได้แก่ อารมณ์โกรธ กลัว อิจฉา อยากรู้อยากเห็น อารมณ์สนุกสนาน และอารมณ์รัก

        ลักษณะพัฒนาการทางด้านจิตใจ

เกี่ยวข้องกับพื้นฐานทางด้านจริยธรรม ของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะสิ่งที่เด็กได้รับจากการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางด้านจิตใจของเด็กอย่างยิ่ง เช่น เด็กรู้จักให้ มีจิตใจโอบอ้อมอารี รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นไม่ทำลายสิ่งของทั้งที่เป็นสาธารณสมบัติหรือของส่วนตัว หรือบางรายอาจเป็นเด็กที่มีจิตใจชั่วร้าย ก้าวร้าว ชอบทำลายข้าวของ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ เด็กจะมีลักษณะทางด้านจิตใจเป็นแบบใดขึ้นอยู่กับโอกาสที่เด็กได้รับจากครอบครัวและสภาพแวดล้อมในสังคม






กลุ่มที่ 5 การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคมการเรียนรู้ ทักษะ พฤติกรรม ความสามารถทางสัมคมของเด็กปฐมวัย นําเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน


   ความสําคัญของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย

ทักษะทางสังคมมีความสําคัญในการช่วยพัฒนาตัวบุคคล สังคม เพราะสังคมเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา

มากที่สุด จึงมีความสําคัญทั้งต่อตัวบุคคลและส่วนรวม นอกจากนี้ยังส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

ในการปรับตัวในด้านต่างๆ สังคมในอดีตและปัจจุบันส่งผลกระทบต่อร่างกายจิตใจรวมทั้งพฤติกรรม

ของเด็กช่วยให้เด็กรู้จักตนเอง และถ้าความต้องการของตนเองหรือแม้กระทั่งการปฏิบัติตัวอยู่ร่วมกัน

ในสังคมอย่างสงบสุข

พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย

พฤติกรรมทางสังคม หมายถึง พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงต่อกันในสังคม โดยพฤติกรรมของบุคคลหนึ่ง

สามารถส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก รวมถึงพฤติกรรมของอีกบุคคลหนึ่งได้ เมื่อบุคคลนั้น ๆ เกิดการปฏิสัมพันธ์กันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

รูปแบบพฤติกรรม

    หมายถึง พฤติกรรมที่เมื่อเด็กทําไปแล้วสร้างความพอใจเป็นที่นิยมชมชอบต่อตนเองและผู้อื่นด้วยพฤติกรรม


ลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย

    หมายถึง ที่เด็กแสดงออกนั้นเป็นการแสดงความรู้สึก เพื่อให้ผู้อื่นได้

เข้าใจถึงความต้องการของตนเอง ทั้งการทํา กิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มการช่วยและการแบ่งปัน

ลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย


        เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

1. สังเกตพฤติกรรมเด็ก[OBSERVATION]

2. การสัมภาษณ์ (INTERVIEW)

3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (ANECDOTES]

4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสํารวจรายการ(CHECKLISTS]

5. การเขียนบันทึก (JOURNAL]

6. การทํา สังคมมิติ (SOCIOGRAM)
7. การใช้แบบทดสอบ (TEST)





กลุ่มที่ 6 การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม : การเล่นของเด็กปฐมวัยนำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน


การเล่นมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเตรียมประสบการณ์เพื่อการอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ความสนุกสนานเพลิดเพลิน นอกจากการสร้างและ แสดงออกทางจินตนาการอันเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมทางความคิดของเด็กที่อย่าง มากมายให้เด็กได้ เลือกเล่นอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าการเล่นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนา ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคม และสติปัญญา

        หลักในการประเมินพัฒนาการ

1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน

 2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

 3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีมีการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง ๆ และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก

 4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวัง และ

ส่งเสรีมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรีอของหน่วยงานอื่น

 5.  นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้ และมี พัฒนาการเหมาะสมตามวัย

        เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ ทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับ เด็กหรือการคัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก

     การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน ครูที่ประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถใช้หลักสูตรและจัด ประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก






กลุ่มที่ 7 การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะการคิด และการคิดแบบต่างๆของเด็กปฐมวัย เทคนิควิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ทักษะการคิด
การคิด หมายถึง การคิดเป็นกระบวนการของสมองในการประมวลข้อมูลความรู้ไปสู่กสู่การอธิบาย การประยุกต์ การขยาย และการสร้างความรู้ใหม่จุดเริ่มต้นของการคิดขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าและการได้ใช้
ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ไปกระตุ้นสมองให้รับรู้ผ่านกระบวนการทางสมองเพื่อซึมซับ และเชื่อมความรู้เดิมกับความรู้ใหม่
        ทักษะการคิดสําหรับเด็กปฐมวัย
การคิดเป็นศักยภาพอย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกคนสามารถที่จะคิดหาหนทางเพื่อตอบสนอง ความ
ต้องการพื้นฐานของตน และอาจจะคิดสูงไปกว่าในเรื่องของสิ่งเรานี้ เช่น การคิดเพื่อหนทางใน การแก้ปัญหาการคิดเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น การคิดเพื่อหาเหตุผล และการคิดเพื่อ แสดงถึงภาวะทางด้านต่างๆ เป็นต้น การคิดของมนุษย์จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาแต่ละ บุคคลจะมีความคิดแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับและสะสม มาประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมจะทําให้มีการตอบสนองได้กว้างขึ้นสิ่งที่เราได้ใช้ในการตัดสินใจเป็น สิ่งที่มาจากสมองและความรู้สึกนึกคิด เมื่อมีการคิดและพัฒนาการคิดได้สมบูรณ์สมองจะมีความสามารถที่จะเรียนรู้และมีประสบการณ์มากขึ้นประสบการณ์ที่เราได้มานั้น ทําให้พฤติกรรมการ ตอบสนองของเราต่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป
            เทคนิควิธีในการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านสติปัญญา
1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)
2. การสัมภาษณ์ (Interview)
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)
4. แฟ้มสะสมผลงาน
5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสํารวจรายการ (Checklists)
6. การเขียนบันทึก (Journal)
7.สังคมมิติ
8. การใช้แบบทดสอบ (Test)





กลุ่มที่ 8 การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลักการและวิธีการที่ใช้ในการประเมิน การนำเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ คือ ความคิดที่สามารถในการสังเคราะห์สามารถวิเคราะห์และมีความสามารถนําไปปฏิบัติได้มีลักษณะเป็นความรวมความคิดหลายทางและมีลักษณะคล้ายๆกับกระบวนการแก้ ปัญหามีความแตกต่างเพียงกระบวนการแก้ปัญหามีนั้นจะมีวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เด่นชัดเฉพาะเรื่องแต่กระบวนการคิดสร้างสรรค์ จําเป็นที่บุคคลจะต้องรู้จักจินตนาการและถ้าขาดจินตนาการก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาทางความคิดสร้างสรรค์ได้ความคิดสร้างสรรค์ประการสําคัญผู้คิดนั้นจะต้องไม่ทุกข์
        ความสําคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
        ความสําคัญต่อตัวเด็ก
1. ลดความเครียดทางอารมณ์ บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ต้องการแสดงออก อย่างอิสระทั้งความคิดและการปฏิบัติ มีความมุ่งมั่นจริงจังในสิ่งที่คิด หากได้ทําตามที่คิดจะทําให้ลดความเครียดและความกังวล เพราะได้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตนเอง ซึ่งลักษณะต่าง ๆ ที่บุคคลสร้างสรรค์ต้องการตอบสนองได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น ความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้า เผชิญกับสิ่งที่ท้าทายความสามารถ เป็นต้น 2. มีความสนุกสนาน เพลิดเพลินและเป็นสุข บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้ทําสิ่งที่ตนได้คิดได้เล่นได้ทดลองกับความคิดจะรู้สึกพอใจตื่นเต้นกับผลงานที่เกิดขึ้นจะทํางานอย่างเพลิดเพลินทุ่มเทอย่างจริงจัง และเต็มกําลังความสามารถและทําอย่างเป็นสุข แม้จะเป็นงานหนักแต่จะเป็นเรื่องที่ง่ายและเบา จะเห็นได้ว่าการทํางานของศิลปิน นักวิทยาศาสตร์และนักสร้างสรรค์ สาขาต่าง ๆ จะใช้เวลาทํางานติดต่อกันครั้งละ หลายๆ ชั่วโมง และทําอย่างต่อเนื่องนานหลายปีจนค้นพบ บางสิ่งบางอย่างที่สามารถผลิตผลงานสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ 3. มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง การได้ทําในสิ่งที่ตนคิด ได้ทดลอง ได้ปฏิบัติจริงเมื่องานนั้นประสบความสําเร็จจะทําให้บุคคล เกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเองหากงานนั้นไม่สําเร็จบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเข้าใจและยอมรับผลที่เกิดขึ้น ได้เรียนรู้และ ค้นพบบางสิ่งบางอย่างความไม่สําเร็จช่วงนี้จะเป็นพื้นฐานให้เกิดความมานะพยายามและมีความกล้า ที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อความสําเร็จต่อไป 4. สร้างนิสัยในการทํางานที่ดี ขณะที่เด็กทํางาน เด็กจะได้เรียนรู้การทํางาน ที่เป็นระเบียบ และนิสัยที่ดีในการทํางานโดยครูชี้แนะ และหัดให้เด็กมีวินัย เช่น รู้จักเก็บของเข้าที่ล้างมือเมื่อทํางานเสร็จ 5.เปิดโอกาสให้เด็กได้สํารวจ คันคว้าทดลอง เด็กจะชอบทํากิจกรรมและใช้วัสดุ ต่างกันเพื่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่เด็กจะใช้ความคิดริเริ่มและจินตนาการของเขาสร้างสิ่งใหม่ขึ้น โดยครูควรจัดหาวัสดุไว้ให้เด็กมีโอกาสพัฒนาการทดลองของตน เช่น กล่องยาสีฟันเปลือกไข่และเศษวัสดุเหลือใช้เพื่อให้เขาฝึกสมมติเป็นนักก่อสร้างหรือสถาปนิก
        ความสําคัญต่อสังคม 1. ทําให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะผลงานสร้างสรรค์นํามาซึ่งความแปลกใหม่ทําให้สังคมเจริญก้าวหน้า ถ้าสังคมหยุดนิ่งจะทําให้สังคมนั้นล้าหลัง 2. คิดประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้และเครื่องอํานวยความสะดวก เช่น เครื่องจักรกล รถแทรกเตอร์ รถยนต์ เครื่องวิดน้ํา เครื่องนวดข้าว เครื่องเก็บผลไม้ เครื่องบด สิ่งเหล่านี้ ช่วยในการผ่อนแรงของมนุษย์ได้มาก ช่วยลดความเหนื่อยยากลํา บากได้มาก และไม่ต้องทํางานหนัก ทําให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น 3. ช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย รวดเร็ว เช่น การค้นพบรถจักรยานยนต์ เรือที่ใช้เครื่องจักร รถไฟ เครื่องบิน ยานอวกาศ ทําให้การคมนาคม ติดต่อกัน การเดินทางขนส่งสะดวกสบาย ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น 4. เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น การค้นพบทางการแพทย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทําให้ชีวิตมนุษย์ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายการค้นพบยารักษาโรควัณโรค เป็นต้น การค้นพบความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องโภชนาการ การออกกํา ลังกาย การดูแลสุขภาพอนามัย ทั้งร่างกายและ จิตใจทําให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น 5. ช่วยประหยัดแรงงานและเศรษฐกิจ ผลการค้นพบในด้านต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการแพทย์ การศึกษา การเกษตรช่วยให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นสามารถนํา พลังงานไปใช้ทําอย่างอื่นเพื่อก่อให้เกิดรายได้และเพิ่มพูนเศรษฐกิจได้มากขึ้น มีเวลาหาความรู้ ชื่นชมกับความงาม สุนทรียภาพและศิลปะได้มากยิ่งขึ้น
        เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
วิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินเด็กปฐมวัยมีด้วยกันหลายวิธี ดังต่อไปนี้ การประเมิน พัฒนาการทางด้านสติปัญญา สามารถประเมินได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้ 1. การสังเกตและจดบันทึก เนื่องจากพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ เห็นได้ชัด การสังเกตและบันทึกข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการ ทางด้านความคิด การใช้เหตุผลและภาษาของเด็ก ตัวอย่างเช่น การจดบันทึกเหตุการณ์คําพูด พฤติกรรม ของเด็กโดยมีขั้นตอนในการจดบันทึก 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ขั้นตอนแรก เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง 2.ขั้นตอนที่สอง เป็นการบันทึกความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน 3.ขั้นตอนสุดท้าย เป็นการตีความและแปลความหมาย รวมถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก

                    




กลุ่มที่ 9 การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัยการนําเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน


        การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (ภาษา) สําหรับเด็กปฐมวัย
พัฒนาการทางสติปัญญานั้น คือความสามารถทางสมองของบุคคลที่แสดงออกในความสามารถ เช่น การจํา การคิดภาษา การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ความสามารถทางสติปัญญาได้มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆและสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางด้านสติปัญญา
        ภาษามีความสําคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทํา ให้เกิดการเรียนรู้เป็น พฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น เด็กแนวคิดตลอดจนความรู้สึก ต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้าง เด็กสามารถสร้างจินตนาการ ในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้น เด็กสามารถ สร้างจินตนากรถึงวัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทําการทดลองให้สมองและทําได้เร็วกว่าการ จัดกระทํา กับวัตถุนั้นจริง ๆ
        ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
        พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี รู้จักเชื่อมโยงคํา พูดกับการกระทําชอบฟังคํา ช้ำ ๆ เสียงสูงๆ ต่ำ ๆ รู้ว่าทํา ท่าต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์องวัตถุนั้น ๆเริ่มพูดเป็นคํา ใหม่ ค้นหาที่ปิดซ่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ กล่าวคือพูดเกี่ยวกับการกระทําอยู่ เข้าใจคําพูดง่ายๆ พูดเป็นคํา
ได้มากขึ้น ทักทายโดยใช้เสียงท่าทาง สนใจสํารวจสิ่งรอบตัวหัดขีดเขียนเส้นยุ่งๆได้ มีความสนใจกับของบางอย่างนาน 2-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพชอบฟังบทกลอน นิทาน เริ่มประโยคคํา ถาม อยากรู้ อยากเห็น ขีดเขียนเส้นตรงเป็นแนวดิ่งได้ วางของซ้อนกันลงได้ 4-6 ชิ้น
        พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นสนใจค้นคว้าสํารวจสิ่งต่าง ๆ
รอบตัว เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น มีช่วงความสนใจกับบางอย่างได้นาน 3-5 นาทีชอบดูหนังสือภาพ ฟังบทกลอน นิทาน คํา คล้องจอง รู้จักซักถามสิ่งที่สงสัยโดยใช้ประโยคคํา ถาม ว่า “อะไร”
        พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สํารวจสิ่งต่าง ๆ ที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จํา แนกสิ่งต่าง ๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า
        พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี บอกชื่อและนามสกุลของตนเองเด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยการจํา แนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สํารวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือ ของเล่นต่าง ๆ ตามคิดของตนเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคําชี้แนะ
        พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี ด้านสติปัญญา สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเอง สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่ พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง
        วิธีการประเมินผล
1. การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทํา กิจกรรม 2. การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์ 3. สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียน โดยผ่านสมุดรายงานพฤติกรรม 4. สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ 5. การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทํา กิจกรรมของเด็ก 6. การสนทนาโต้ตอบ คํา ถามและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม 7. การนํา เสนอผลงานหน้าชั้นเรียน 8. การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน 9. การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)




กลุ่มที่ 10 ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์

   ความหมายของทักษะพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์
เป็นความรู้พื้นฐานของเด็กที่ได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับการสังเกต การเปรียบเทียบ การจํา แนกตามรูปร่างของน้ํา หนัก ความยาว ความสูง ความเหมือนความต่าง การเรียงลําดับ การวัด การบอกตํา แหน่ง และการนับ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา
        เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรม 1.1 แบบบันทึกพฤติกรรม เป็นการสังเกตและการบันทึกพัฒนาการเด็กสามารถใช้แบบง่ายๆ โดยใช้วิธีการบันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่าง 1.2 แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมที่ผู้สังเกตต้องบันทึกพฤติกรรมที่สังเกตเห็น และแสดงความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยแยกการออกเป็นคนละส่วนจากผลการสังเกตพฤติกรรม
1.3 แบบบันทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวัน ข้อดีของการบันทึกรายวันคือ การชี้ให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็กจะช่วยกระตุ้นให้ผู้สอนได้พิจารณาปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคล 1.4 แบบประเมินผลพัฒนาการ เป็นวิธีการที่ต้องใช้การสังเกตพฤติกรรมเด็กและบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นตามรายการที่กํา หนดขึ้น ในปัจจุบันนิยมใช้แทนแบบสังเกตมากขึ้น
2. การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ         หลักในการสัมภาษณ์ 1. การกําหนดจุดมุ่งหมาย และวางแผนการสัมภาษณ์ 2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ 3. ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี 4. ขั้นยุติการสัมภาษณ์

3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กการเขียนเรื่องราวสั้น ๆเกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก การเลือกเหตุการณ์ที่นํา มาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสําคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคํา ถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น
4. แฟ้มสะสมผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่าง ๆเกี่ยวกับเด็ก เพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้มผลงานเด็กถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทําอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้า และความสํา เร็จของตนเอง แฟ้มผลงานเด็ก จึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ ของเด็กที่มีจุดประสงค์และต้องกระทํา อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ
6. การเขียนบันทึก
7. การทําสังคมมิติ




กลุ่มที่ 11 การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน


ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆกับตนเองเป็นกระบวนการทางจิตใจ ที่เราใช้คิด เรียนรู้ หาเหตุผล แก้ไขปัญหา และสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย พัฒนาการด้านภาษา และพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก หลักการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ 1. เป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก ประสบการณ์ที่เรื่องมาจัดให้แก่เด็ก ควรเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก โดยใกล้ทั้งเวลา เหมาะสมกับพัฒนาการ ความสนใจและประสบการณ์ที่ผ่านมาของเด็ก 2. เอื้ออำนวยให้แก่เด็กได้กระทำตามธรรมชาติของเด็ก เด็กมีธรรมชาติที่ชอบสำรวจ ตรวจค้น กระฉับกระเฉง หยิบโน่นจับนี่ จึงควรจัดประสบการณ์ที่ใช้ธรรมชาติในการแสวงหาความรู้ 3. เด็กต้องการและสนใจ ประสบการณ์ที่จัดให้เด็กต้องสอดคล้องกับความต้องการของเด็ก 4. ไม่ซับซ้อน ประสบการณ์ที่จัดให้นั้นไม่ควรเป็นประสบการณ์ที่มีเนื้อหาซับซ้อน 5. สมดุล ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จัดให้เด็กควรมีความสมดุล ทั้งนี้เพราะเด็กต้องการประสบการณ์ในทุกสาขาของวิทยาศาสตร์เพื่อจะได้พัฒนาในทุกๆด้าน คุณลักษณะตามวัย 1. บอกความแตกต่างของกลิ่น สีเสียง รส รูปร่างจำแนก และจัดหมวดหมู่สิ่งของ 2. บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเองได้ 3. พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง 4. สนทนาโต้ตอบ/เล่าเป็นเรื่องราวได้ 5. สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น แปลกไหม 6. รู้จักใช้คำ เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม นับปากเปล่าได้ถึง 20 เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1. ขั้นศึกษาพฤติกรรม การศึกษาพฤติกรรมเป็นวิธีที่สำคัญที่ช่วยให้ครูสามารถได้รับรู้ข้อมูลที่เป็นจริงของเด็กได้โดยครูสามารถศึกษาพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กได้ 2. ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม การบันทึกพฤติกรรมของเด็กครูควรสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกตพัฒนาการ การสนทนา การสะสมผลงาน และทดสอบด้วยวาจา โดยบันทึกตามสภาพที่เป็นจริงของเด็กแต่ละคนโดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป 3. ขั้นบันทึกแบบประเมิน แบบประเมินพัฒนาการเป็นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละคนว่าสามารถปฏิบัติได้ตามความสามารถตามวัยหรือไม่ โดยมีลำดับของพัฒนาการจากง่ายไปสู่ยากเมื่อนำความสามารถที่เด็กปฏิบัติได้จริงมาเปรียบเทียบแบบประเมินช่วยให้ครูทราบว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการในขั้นใดเหมาะสมกับวัยหรือไม่ 4. ขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กให้เหมาะสมกับธรรมชาติตามวัยความรู้ความสามารถและความสนใจของเด็กช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง โดยหลังจากได้ บันทึกข้อมูลของเด็กลงไปในแบบประเมินพัฒนาการแล้ว ผลการประเมินสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กได้ กรอบแนวคิดการประเมิน เด็กประถมวัยควรได้รับการส่งเสริมให้มีเจตคติที่ดีต่อ วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้หรือความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้บูรณาการวิทยาศาสตร์ในระดับปฐมวัย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย เป็นการตอบสนองและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในการเรียนรู้โลกธรรมชาติรอบตัวและพัฒนาทักษะทางสติปัญญาต่างๆเนื่องจากเด็กในระดับปฐมวัย มีพฤติกรรมธรรมชาติของการสืบเสาะ หาความรู้แบบวิทยาศาสตร์อยู่ในตนเอง





กลุ่มที่ 12 การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : พหุปัญญาของเด็กปฐมวัยหลักการและวิธีการประเมิน การนำเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน


                                                    
 พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคน ที่แสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะค้นหา
แก้ปัญหา และสร้างผลผลิตที่มีคุณค่า เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุม โดยสมองแต่ละส่วนโดยแต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบางด้าน และด้อยในบางด้าน สิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมให้พัฒนาความสามารถทางสติปัญญา ในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        “เจ้าของทฤษฎีพหุปัญญา” ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner)
        “ประเภทของพหุปัญญา” มีทั้งหมด 9 ประเภท
        ปัญญาที่ 1 ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic) เด็กๆควรได้รับการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาเด็กที่มีความถนัดด้านภาษาจะสามารถเรียนรู้คําศัพท์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
        ปัญญาที่ 2 ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ ( Logical-Mathematical) เป็นความฉลาดเชิงวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาด้วยการนําตรรกะมาคิดแก้ไขปัญหา ได้อย่างเป็นลําดับขั้นตอน
        ปัญญาที่ 3 ความฉลาดด้านดนตรี (Musical) เด็ก ๆ ที่มีความสนใจทางด้านดนตรีเขาจะมีความว่องไวทางเสียงดนตรีเป็นการเพิ่มพูนสมองส่วนความจําได้เป็นอย่างดี
        ปัญญาที่ 4 ความฉลาดด้านร่างกาย (Bodlly-Kinesthetic) ความสามารถในการใช้ร่างกายของตนแสดงความคิดความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นักฟ้อนรํา เป็นต้น
        ปัญญาที่ 5 ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial) ปัญญาด้านการคิดใคร่ครวญและวิเคราะห์ตนเองจะช่วยให้เด็กมีสมาธิสามารถจดจําทิศทางได้
        ปัญญาที่ 6 ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersona) เป็นการเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์และการเอาใจใส่ต่อผู้อื่น เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม
        ปัญญาที่ 7 ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal) เป็นความสามารถของบุคคลในการเข้าใจ ตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง เข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง
        ปัญญาที่ 8 ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ (Natura lstic) เป็นปัญญาที่เด็กๆ จะสังเกตเห็นรูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้
        ปัญญาที่ 9 ปัญญาด้านอัตภาวนิยม จิตนิยม หรือการดํารงคงอยู่ของชีวิต (Existential intelligence) ชอบคิดสงสัยใคร่รู้ตั้งคําถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิตชีวิตหลังความตายเรื่องเหนือจริง
        "หลัการประเมิพันาการด้านพหุปัญญา"
ประเมินผลตามสถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอนโดยการบันทึกผลการ สอนปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผน การจัดการเรียนรู้และประเมินผลผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไร ประเมินอย่างไร ประเมินเมื่อใดประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้
        เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมิน“พัฒนาการด้านพหุปัญญา“ มี 4 เทคนิค
        ประเภทของการสังเกต 1.การสังเกตแบบบรรยาย 2.ระเบียบพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจํา         ข้อสําคัญของการสังเกต จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกตเนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสําคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นได้อย่างไรเกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูดหรือการกระทํา อะไรเกิดขึ้นบ้าง         ข้อดีของการบันทึกการสังเกต 1.เด็กไม่จําเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน 2.เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกําลังถูกสังเกต หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่ 3.กิจวัตรประจํา วัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทํา กิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง 4.ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก 5.เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม

2.การใช้เเบบทดสอบ
การใช้แบบทดสอบการทดสอบ เพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ รูปภาพแล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆเพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อ เหตุการณ์ต่างๆ เช่นแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาแบบทดสอบพัฒนาการด้านสติปัญญาแบบทดสอบ พัฒนาการด้านสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นมฐานทางคณิตศาสตร์         เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ 1. ความจําเป็นของการใช้แบบทดสอบ 2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ 3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ 4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก 5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนํา ไปใช้ประเภทของแบบทดสอบ แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ 1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher - made ) 2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test) การใช้แบบทดสอบการทดสอบ เพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ รูปภาพแล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆเพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อ เหตุการณ์ต่างๆ เช่นแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาแบบทดสอบพัฒนาการด้านสติปัญญาแบบทดสอบ พัฒนาการด้านสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นมฐานทางคณิตศาสตร์         เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ 1. ความจําเป็นของการใช้แบบทดสอบ 2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ 3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ 4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก 5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนําไปใช้ประเภทของแบบทดสอบ         แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ 1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher - made )
2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test)

3. แบบสํารวจรายการ
เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมการปฎิบัติตามรายการที่แสดงไว้สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ต้องการหรือคุณลักษณะของผู้เรียนในประเด็นที่กําหนดการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสํา รวจรายการ (Checklists) - ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร - สร้างแบบสํา รวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก - ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ         ข้อดีของการใช้แบบสํารวจรายการ (Checklists) ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว ยืดหยุ่นได้สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูลสามารถทํา อย่างต่อเนื่อง ไม่จําเป็นต้องเสร็จทันที ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร/สามารถติดตามความก้าวหน้าพัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

4. การเขียนบันทึก
1. เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะเด็กที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ 2. การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็ก 3.การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน 4.บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้ 5.เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์ เหตุการณ์ การกระทํา ต่าง ๆ ของตนเอง         ข้อดีของการเขียนบันทึก - ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิด และวิเคราะห์การสอนของตน - ช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็ก เป็นรายบุคคล ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น - ทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ห้องเรียนของตน







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการปฐมวัย

 เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย